ความสำคัญและที่มา

        ปัจจุบันข้อมูลเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digital Format) ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต โปรแกรมสำเร็จรูป หรือ Smartphone Applications  ทำให้มีผู้ใช้มากขึ้นเช่นกัน โดยโครงการดิจิไทย (Digitized Thailand) (2558) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องการพัฒนาระบบคลังข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติ กล่าวว่า การเติบโตของปริมาณข้อมูลดิจิทัลจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เนื่องจากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารได้อย่างสะดวก ง่ายดายทั้งผู้สร้างและผู้แสวงหา และอีกไม่นาน ข่าวสารและการสื่อสารต่าง ๆ ก็คงจะถูกปรับเปลี่ยนหรือแปลงเป็นดิจิทัล (Digitized) แทบทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของข้อมูลดิจิทัลมีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 ประเด็น คือ 1) ข้อมูลเดิม ซึ่งยังอยู่ในสื่ออื่น ๆ อาจจะเป็นหนังสือ รูปภาพ หรือเทปเสียงนั้น เมื่อความสะดวก ความรวดเร็วและความนิยมในการสร้างและใช้ข้อมูลดิจิทัลมีเพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ข้อมูลที่ยังมิได้ถูกแปลงหรือจัดเก็บเป็นข้อมูลดิจิทัลได้รับความนิยมจัดเก็บหรือเรียกใช้น้อยลง จนอาจจะสูญหายไปได้ในที่สุด 2) ข้อมูลดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดนั้น ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพ การจัดการ และการนำไปใช้ หากมิได้มีการดูแลเรื่องความถูกต้องและควบคุมเรื่องคุณภาพของข้อมูล ปล่อยให้ข้อมูลของชาติถูกบิดเบือนไปตามศักยภาพของผู้เสนอ หรือหากไม่มีการจัดระบบเพื่อการจัดเก็บที่ได้มาตรฐานก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการเผยแพร่ เชื่อมต่อ และสืบค้นได้ ซึ่งหลายประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวโดยได้ดำเนินการนำข้อมูลด้านต่าง ๆที่สำคัญของประเทศตนมาพัฒนาเป็นรูปแบบดิจิทัลแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย National Archive and Record Administration (NARA) ประเทศเครือสหราชอาณาจักร โดย National Archive of Australia (NAA) ประเทศออสเตรเลีย โดย National Archive of Australia (NAA)  ประเทศอียิปต์ โดย Egyptian Center for Documentation of Cultural and Natural Heritage (CultNat) ประเทศญี่ปุ่นโดย National Archives of Japan ประเทศไต้หวัน โดย National Digital Archives Program (NDAP) ขณะที่ประเทศไทยก็มีโครงการดังกล่าวเช่นกัน คือ โครงการดิจิไทย (Digitized Thailand) ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินงานแล้วในบางพื้นที่ และบางเรื่อง โดยการดำเนินงานดังกล่าวยังไม่ได้มีการพัฒนาคลังข้อมูลที่เกี่ยวกับความรู้หรือภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของล้านนา เช่น ข้อมูลด้านเอกสารโบราณ อาทิ ใบลาน พับสา หนังสือ รูปภาพ ข้อมูลด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

        ล้านนา หรือกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรล้านนาในอดีต ล้านนาประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ไทหลายกลุ่ม เช่น ชาวไทยวน ชาวไทลื้อ ชาวไทยอง ชาวไทเขิน ชาวไทใหญ่ ซึ่งแต่ละกลุ่มแม้จะมีลักษณะความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตน แต่ด้วยความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันมายาวนานก็มีสิ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันในหลายเรื่องทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น ซึ่งด้วยความที่เป็นอาณาจักรโบราณที่มีอารยธรรมในด้านต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน ล้านนาปัจจุบันจึงมีมรดกที่มีคุณค่าหลากหลายมากมาย เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เอกสารโบราณ แหล่งการเรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียม ภูมิปัญญา ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บางลักษณะก็ปรากฎให้เห็นโดยทั่วไป บางลักษณะก็มีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพื้นที่ และเฉพาะเวลา ขณะที่บางลักษณะก็กำลังจะสูญหาย ถูกละเลย ลืมเลือน ถูกบิดเบือนหรือถูกทำลาย เช่น วัดร้าง โบราณวัตถุ เอกสารโบราณ ประเพณีเก่าแก่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดการตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญ ขาดการดูแล มีวิธีการ วัสดุที่ใช้จัดเก็บ ตลอดจนวิธีการถ่ายทอดที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

        จากลักษณะดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าล้านนาเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ การนำข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมาพัฒนาเป็นข้อมูลดิจิทัลและจัดเก็บเป็นระบบคลังข้อมูล ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ข้อมูลนั้นคงอยู่ได้แม้เวลาจะผ่านไป การนำข้อมูลดิจิทัลนี้มาสกัดเป็น องค์ความรู้ใหม่ หรือบูรณาการประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นได้แล้ว ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถให้เข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการอนุรักษ์ การเรียนรู้ศึกษาวิจัย การส่งเสริม การพัฒนาหรือการต่อยอดให้เกิดประโยชน์เชิงสังคม เชิงเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาค ระดับประเทศและนานาชาติ ได้อย่างมากมายในวงกว้าง

วัตถุประสงค์การวิจัย

  1. เพื่อรวบรวมข้อมูล ความรู้ ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของล้านนา และพัฒนาเป็นข้อมูลรูปแบบดิจิทัล
  2. เพื่อจัดทำคลังข้อมูลดิจิทัลล้านนา

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

  1. ได้ข้อมูล ความรู้ ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของล้านนาที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
  2. ได้คลังข้อมูลดิจิทัลล้านนา
  3. ได้อนุรักษ์ข้อมูล ความรู้ ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของล้านนา ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา
  4. ประชาชน หน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้
  5. เป็นแนวทางในการพัฒนาคลังข้อมูลในจังหวัดอื่น ๆ ของล้านนา

ขอบเขตในการศึกษา

       ขอบเขตด้านเนื้อหา แบ่งได้ 2 ลักษณะ ได้แก่

           1) การรวบรวมข้อมูลความรู้ ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของล้านนา ได้แก่

              –  ข้อมูลด้านประเพณี ศิลปะวัฒนธรรม

              –  ข้อมูลโบราณวัตถุ

              –  ข้อมูลด้านโบราณสถาน

           2) การพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลล้านนา เป็นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อการจัดการข้อมูลในคลังข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

               ขอบเขตด้านพื้นที่ พื้นที่การวิจัยครั้งนี้คือ จังหวัดเชียงใหม่

               ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลหลัก  (key informants) ประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ มีความเข้าใจ หรือมีข้อมูลล้านนาคดี เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ ครู รวมถึงนักวิจัยที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับล้านนาคดี

               ขอบเขตด้านเวลา  งานวิจัยนี้จะใช้ระยะเวลา 1 ปี